นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รมว.กระทรวงพลังงาน) เปิดเผยว่า อาจเกิดวิกฤติราคาน้ำมันแพงอีกครั้งหลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้น ตัวดีขึ้น และเป็นไปได้ยากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดต่ำกว่าระดับ 30 -40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่ปริมาณสำรองพลังงานของโลกเริ่มลดลง จะเหลือใช้ได้อีก 30-40 ปีข้างหน้า ก๊าซธรรมชาติเหลือใช้ได้อีก 60-70 ปี และถ่านหิน เหลือใช้ได้อีก 147 ปี รัฐบาลจึงเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิง โดยตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) ระยะ 15 ปี จะผลักดันการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นให้ได้ ร้อยละ 20 ภายในปี 2565 จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 6.4

สถิติราคาน้ำมัน

สถิติราคาน้ำมัน (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)


สศค. วิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องภายหลังการประกาศ ตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ของสหรัฐฯ ที่หดตัวที่ร้อยละ -0.3 (%qoq) หดตัวน้อยกว่าไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ -1.6 (%qoq) สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น

ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 27 ส.ค. 52 อยู่ที่ 70.3 เพิ่มขึ้นมากจากต้นปีที่อยู่ระดับประมาณ 43.7 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทั้งนี้ สศค. คาดว่าในปี 52 ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 55.0 – 65.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณการณ์ ณ เดือน มิ.ย. 52)

เพิ่มเติมส่วนตัว ที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่งก็คือ เงินที่รัฐบาลอเมริกานำไปสนุบสนุนสถาบันการเงิน และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอย่างเต็มที่ ถ้าหากเศรษฐกิจอเมริกาเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เงินทุนก้อนนี้จะไหลไปในทิศทางไหน จะเข้าไปเก็งสินค้า commodity เหมือนปี ’50 หรือไม่ และถ้าหากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น จะไหลมาทางเอเชียมากน้อยขนาดไหน

ในด้านพลังงาน แค่คิดก็สนุกแล้ว… ถ้าเรามองว่า เศรษฐกิจไทย และโลก อยู่ในสถานะของการฟื้นตัว นั่นหมายถึง การบริโภคพลังงานย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ในเมื่อฝั่ง demand โตขึ้น ถ้า supply โตตามไม่ทัน ราคาต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน หากมีการเก็งกำไรเพิ่มเข้ามาอีก คงทำให้วิกฤติด้านราคาของพลังงานเกิดขึ้นอีกแน่ๆ

468 ad

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *